วันอาทิตย์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ศิลปินรุ่นใหม่ใช้ปากกาไฮเทคแทนดินสอ


       เจมาร์ท ร่วมกับ อะโดนิท เปิดเวทีสร้างสรรค์เทคโนโลยีกับงานศิลปะ ประกวดวาดภาพบนไอแพด หัวข้อ “ชีวิตกับเทคโน โลยี”

       บริษัท เจนเนอเรชั่น เอส จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอะโดนิท (Adonit) ปากกาสไตลัสไฮเทค สำหรับผู้ที่ชอบขีดเขียน ร่วมกับ บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศิลปินไทย สร้างงานศิลป์ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยประกวดวาดภาพบนไอแพด ในหัวข้อ Adonit by Jaymart “ชีวิตกับเทคโนโลยี” มีกติกาง่าย ๆ ใครวาดก็ได้ ใช้อะไรวาดก็ได้ ณ บริเวณ Jaymart Shop ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

       นายสรศักดิ์ วงศ์ชินศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจนเนอเรชั่นเอส จำกัด กล่าวว่า เห็นพัฒนาการของเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์งานศิลปะมากมาย แต่ศิลปินกลุ่มนี้ไม่มีเวทีในการแสดงผลงานของตนเอง เพื่อช่วยสนับสนุนงานศิลปะแนวใหม่ภายใต้หัวข้อ “ชีวิตกับเทคโนโลยี” และแนะนำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นแนวทางในการต่อยอดสร้างสรรค์งานศิลป์ให้เข้ากับยุคสมัย

       อะโดนิท (Adonit) เป็นปากกาสไตลัสไฮเทค มีจุดเด่นสำคัญคือ มีความแม่นยำในการกดและเขียน น้ำหนักที่พอดีในการจับ ขนาดด้ามปากกามีขนาดใกล้เคียงกับปากกาหรือดินสอทั่วไป และที่หัวของสไตลัสจะมีดีไซน์เฉพาะตัว คือมีแป้นพลาสติกใสติดอยู่ ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานมีความแม่นยำมากขึ้น สามารถสร้างสรรค์ผลงาน หรือทำเอกสารต่าง ๆได้ ในช่วง 6 เดือนผ่านมา ขายปากกาอะโดนิทได้ถึง 10 ล้านบาท

       สำหรับงานการประกวดวาดภาพบนไอแพด ในหัวข้อ Adonit by Jaymart “ชีวิตกับเทคโนโลยี” จัดให้มีเวิร์กช็อปสาธิต การวาดรูปบนไอแพด จากอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำภาควิชาดิจิตอลมีเดีย และสมพล รุ่งพาณิชย์ (คุณแหลม) นักร้องนำจากวง 25 Hours มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน

       ผลการแข่งขันวันเดียวจบ ปรากฏว่า ชนะเลิศอันดับ 1 อานนท์ เนยสูงเนิน อายุ 27 ปี จบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปัจจุบันทำงานด้านกราฟิก รางวัลที่ 2 พิณวัฒน์ ศรีสุรินทร์ อายุ 23 ปี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ รางวัลที่ 3 สมพล ชื่นสุวรรณ อายุ 27 ปี จบจากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นครูสอนวิชาศิลปะ

       ทั้งนี้ โครงการจัดงานประกวดอะโดนิท จะยังมีจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องไปตามสถานศึกษาต่าง ๆ ต่อไปอีก เพื่อคัดเลือกผู้ชนะมาแข่งขันกันในระดับประเทศช่วงปลายปี 2556 นี้อีกครั้ง



       ที่มา  http://www.dailynews.co.th/sites/default/files/imagecache/

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

V.School ระบบโรงเรียนเสมือน


       หวังกระจายเนื้อหาการเรียนรู้ ยุคใหม่ให้เด็กๆ ทุกคนสามารถเรียนได้แบบทุกที่ ทุกเวลา กับระบบ “V.School” โรงเรียนเสมือนบนโลกออนไลน์ ผลงานของน้องๆ บัณฑิตใหม่หมาดๆ จากรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)  

       นายชัชชัย  ศรีบวรมงคล”  หัวหน้าทีม บอกว่าได้ร่วมกับเพื่อน ๆ คือ นางสาวอิสรีย์  แสงเมือง นายจิรัฎฐ์ เจียมมั่นจิต และนางสาวสวรักษ์ ศิริมังคลานุรักษ์ พัฒนาระบบ “V.School” ขึ้น เนื่องจากมองว่าการศึกษาของไทย แม้จะมีโครงการแท็บเล็ตนักเรียน  แต่ก็ยังมีช่องว่างด้านเนื้อหาที่ยังขาดแคลนอยู่อีกมากจึงพัฒนาระบบนี้ขึ้นมา   เพื่อเป็นช่องทางใหม่ให้ครูอาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาต่างๆ สามารถที่จะสร้างเนื้อหาและกระจายสื่อการเรียนรู้ ไปสู่นักเรียนต่างๆ ได้ทั่วประเทศ
         
       โดย V.School จะเป็นระบบโรงเรียนเสมือน (Virtual School) ที่สามารถทำงานบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ตและโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้       ระบบและการทำงานถูกออกแบบมาเพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อผู้ใช้งานมากที่สุด เพื่อให้แม้ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านไอที ก็สามารถใช้งานได้       ชัชชัย บอกว่า ในฝั่งของคุณครู ผู้ต้องการสร้างเนื้อหา ตัวระบบนี้จะช่วยในการสร้างสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น ห้องเรียนออนไลน์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือวิดีโอในรูปแบบที่ใช้งานง่าย และส่งไปยังระบบออนไลน์เพื่อให้นักเรียนสามารถเข้าใช้สื่อต่างๆ ตามที่ผู้สร้างอนุญาตไว้       ซึ่งอาจจะกำหนดให้เฉพาะนักเรียนในแต่ละห้อง แต่ละโรงเรียน หรือจะเผยแพร่ทั่วไป ซึ่งจะทำให้นักเรียนตามต่างจังหวัดจะมีโอกาสได้เรียนพิเศษหรือใช้สื่อร่วมกับนักเรียนในเมือง       นอกจากนี้ ระบบดังกล่าวจะเปรียบเสมือนช่องทางการติดต่อระหว่างคุณครูและ นักเรียน รวมไปถึงผู้ปกครองอีกด้วย เนื่องจากจะมีระบบบันทึกสถิติการใช้งาน เพื่อให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับระบบมากยิ่งขึ้น สามารถส่งคำถาม ข้อสอบ หรือตรวจคำตอบต่างๆ ได้ ทำให้คุณครู ผู้ปกครอง สามารถตามดูแลผลการเรียนของบุตรหลานได้อย่างใกล้ชิดปัจจุบันเป็นระบบออกแบบสำหรับเนื้อหาในชั้นประถมและมัธยม       ในอนาคต น้องๆ บอกว่าอยู่ระหว่างการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อรองรับกราฟิกและระบบต่างๆ มากขึ้น เพื่อให้เด็กไทยได้มีโอกาสเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม และเท่าเทียมกัน




นาตยา คชินทร
nattayap.k@gmail.com

ศิลปินรุ่นใหม่ใช้ปากกาไฮเทคแทนดินสอ

       เจมาร์ท ร่วมกับ อะโดนิท เปิดเวทีสร้างสรรค์เทคโนโลยีกับงานศิลปะ ประกวดวาดภาพบนไอแพด หัวข้อ “ชีวิตกับเทคโน โลยี”

       บริษัท เจนเนอเรชั่น เอส จำกัด ผู้จัดจำหน่ายอะโดนิท (Adonit) ปากกาสไตลัสไฮเทค สำหรับผู้ที่ชอบขีดเขียน ร่วมกับ บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศิลปินไทย สร้างงานศิลป์ผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยประกวดวาดภาพบนไอแพด ในหัวข้อ Adonit by Jaymart “ชีวิตกับเทคโนโลยี” มีกติกาง่าย ๆ ใครวาดก็ได้ ใช้อะไรวาดก็ได้ ณ บริเวณ Jaymart Shop ชั้น 4 สยามพารากอน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

       นายสรศักดิ์ วงศ์ชินศรีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจนเนอเรชั่นเอส จำกัด กล่าวว่า เห็นพัฒนาการของเทคโนโลยีในการสร้างสรรค์งานศิลปะมากมาย แต่ศิลปินกลุ่มนี้ไม่มีเวทีในการแสดงผลงานของตนเอง เพื่อช่วยสนับสนุนงานศิลปะแนวใหม่ภายใต้หัวข้อ “ชีวิตกับเทคโนโลยี” และแนะนำให้คนรุ่นใหม่มองเห็นแนวทางในการต่อยอดสร้างสรรค์งานศิลป์ให้เข้ากับยุคสมัย

       อะโดนิท (Adonit) เป็นปากกาสไตลัสไฮเทค มีจุดเด่นสำคัญคือ มีความแม่นยำในการกดและเขียน น้ำหนักที่พอดีในการจับ ขนาดด้ามปากกามีขนาดใกล้เคียงกับปากกาหรือดินสอทั่วไป และที่หัวของสไตลัสจะมีดีไซน์เฉพาะตัว คือมีแป้นพลาสติกใสติดอยู่ ซึ่งจะช่วยให้การใช้งานมีความแม่นยำมากขึ้น สามารถสร้างสรรค์ผลงาน หรือทำเอกสารต่าง ๆได้ ในช่วง 6 เดือนผ่านมา ขายปากกาอะโดนิทได้ถึง 10 ล้านบาท

       สำหรับงานการประกวดวาดภาพบนไอแพด ในหัวข้อ Adonit by Jaymart “ชีวิตกับเทคโนโลยี” จัดให้มีเวิร์กช็อปสาธิต การวาดรูปบนไอแพด จากอาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุม ประจำภาควิชาดิจิตอลมีเดีย และสมพล รุ่งพาณิชย์ (คุณแหลม) นักร้องนำจากวง 25 Hours มาร่วมเป็นกรรมการตัดสิน

       ผลการแข่งขันวันเดียวจบ ปรากฏว่า ชนะเลิศอันดับ 1 อานนท์ เนยสูงเนิน อายุ 27 ปี จบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ปัจจุบันทำงานด้านกราฟิก รางวัลที่ 2 พิณวัฒน์ ศรีสุรินทร์ อายุ 23 ปี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ รางวัลที่ 3 สมพล ชื่นสุวรรณ อายุ 27 ปี จบจากวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันเป็นครูสอนวิชาศิลปะ

       ทั้งนี้ โครงการจัดงานประกวดอะโดนิท จะยังมีจัดแข่งขันอย่างต่อเนื่องไปตามสถานศึกษาต่าง ๆ ต่อไปอีก เพื่อคัดเลือกผู้ชนะมาแข่งขันกันในระดับประเทศช่วงปลายปี 2556 นี้อีกครั้ง



       ที่มา    http://www.mict.go.th/more_news.php?offset=40&cid=10&filename=index

แท็บเล็ตกันน้ำ

       มาต้อนรับหน้าฝนด้วยอุปกรณ์ไฮเทคที่มีคุณสมบัติกันน้ำ ที่กำลังเป็นจุดขายใหม่ของผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตหลายยี่ห้อ เพื่อหาจุดเด่นหนีจากคู่แข่งสมัยนี้แทบจะไม่มีใครเหนือกว่าใครแล้ว เพราะเทคโนโลยีมันตามทันกันหมด ขึ้นอยู่กับว่า ใครเร็วกว่า ใหม่กว่า ทำออกมาแล้วโดนใจโดนเงินในกระเป๋าคนใช้งานมากกว่า

       ตอนแกะกล่องโซนี่ เอ็กซพีเรีย แท็บเล็ต ซี (Xperia Tablet Z) ถึงกับตกใจ ไม่คิดว่า จะได้เจอแท็บเล็ตของค่ายนี้ที่บางและเบา จอใหญ่ 10.1 นิ้ว ความละเอียดฟูลเอชดี เหมาะมากกับการดูหนัง ให้ความรู้สึกเหมือนมีทีวีโซนี่จอแบนพกติดตัว เพราะใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ผลิตจอทีวี บราเวีย พอมาอยู่บนแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน โซนี่ เรียกว่า โมบาย บราเวีย

       มาพูดเรื่องจอกันก่อน เพราะเป็นจุดเด่นของโซนี่ ที่คมชัดมาก ๆ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน อย่างที่บอกในตอนต้นว่า แท็บเล็ต ซี ใช้ดูหนังฟังเพลงได้เหมาะมาก ทั้งภาพและเสียง

       เอ็กซพีเรีย ซี ยังเป็นแท็บเล็ตกันน้ำตัวแรกจากโซนี่ ไม่ได้หมายความจะเอาลงไปใช้ใต้น้ำกันเหมือนมือถือกันน้ำได้นะคะ คุณ สมบัติกันน้ำก็คือ ตัวเครื่องออกแบบเนียนเรียบแทบไม่มีขอบ บริเวณสล็อตที่สำหรับใส่ไมโครเอสดีการ์ด ช่องเสียบหูฟัง และสายชาร์จยูเอสบี ได้ออกแบบให้มีซีลยางปิดไว้รอบตัวเครื่อง ค่อนข้างแน่นและเนียนเรียบไปกับขอบเครื่อง แทบจะหาไม่เจอเลยล่ะ ก็เพื่อกันละอองน้ำกระเซ็นใส่บริเวณรอยต่อ กันฝุ่นที่มักจะเข้าไปหมักหมมตามร่องตามขอบ หรือช่องเสียบหูฟัง ช่องชาร์จไฟ

       กล้องหน้า 2.2 ล้านพิกเซล กล้องหลัง 8.1 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์เอ็กซมอร์ อาร์ เหมือนอยู่ในกล้องโซนี่ จึงถ่ายภาพได้ดีแม้จะอยู่ในสภาวะแสงน้อย

       แท็บเล็ต ซี ตัวนี้ ทำงานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.1 เจลลี บีน หน่วยประมวลผลควอลคอมม์ 1.5 กิกะเฮิรตซ์ แรม 2 กิกะไบต์

       หน่วยความจำตัวเครื่อง 16 กิกะไบต์ แต่เพิ่มได้สูงสุดผ่านไมโครเอสดีการ์ด 32 กิกะไบต์ มีพื้นที่เก็บข้อมูลบน BOX ของโซนี่ ได้อีก 50 กิกะไบต์

แม้จะเป็นระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เหมือนแท็บเล็ตค่ายอื่น ๆ แต่ยังคงความเป็นโซนี่ ที่ใส่ฟังก์ชั่นการใช้งานวอล์กแมน คาเมร่า มูฟวี่ส์ โซนี่ซีเล็คและ เพลย์สโตร์ไว้ที่หน้าจอหลัก พร้อมใช้งานทันที

เวลาปลดล็อกหน้าจอ ก็แค่เลื่อนสไลด์หรือลากนิ้วขึ้นลง ถ้าลากจากซ้ายไปขวาจะเจอฟังก์ชั่นเพลง จากขวามาซ้ายเป็นกล้องถ่ายรูป

       มีโหมด DLNA สำหรับให้เชื่อมต่อแท็บเล็ตกับทีวี เราสามารถเอาข้อมูลบนจอแท็บเล็ตขึ้นจอทีวีโซนี่ที่บ้านได้ทันที โยกย้ายการเล่นเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ ไปไว้บนจอทีวีเวลาเข้าบ้านได้แถมยังมีฟังก์ชั่นฟังวิทยุใส่มาให้ด้วย

       แบตเตอรี่ใหญ่พอสมควร ให้มาถึง 6000 มิลลิแอมป์ พร้อมโหมดช่วยประหยัดพลังงานและแบตเตอรี่ ดูหนังฟังเพลง ท่องเน็ตได้สบาย ๆ




ปรารถนา ฉายประเสริฐ
prathana.chai@gmail.com

ปัญหาที่เลือกเอง...ของชีวิตยุคอินเทอร์เน็ต

 
      ผมนึกย้อนเวลากลับไปเมื่อ 18 ปีที่แล้วตอนลูกชายคนโตเกิด ความตื่นเต้นและยินดีของพ่อแม่ต่อลูกคนแรกทำให้ต้องถ่ายรูปลูกแทบทุกอิริยาบถ สมัยนั้นกล้องถ่ายรูปยังใช้ฟิล์ม จึงแทบหมดตัวกับค่าฟิล์มและล้างอัดรูปถ่าย วันหนึ่ง ๆ ต้องถ่ายรูปราว 2 ม้วน ม้วนละ 36 รูป เสียค่าอัลบั้มใส่รูปอีกต่างหาก พอลูกชายโตขึ้นหน่อยก็เริ่มถ่ายวีดิทัศน์เป็นหนังสีสวยพร้อมเสียง เวลาผ่านไปทยอยสะสมรูปถ่ายและวิดีโอไว้ไม่ใช่น้อย แต่ปัจจุบันผมสามารถบันทึกเก็บหลักฐานแห่งความภูมิใจเหล่านั้นไว้ได้ในแฟลชไดร์ฟเพียงอันเดียว

      โลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมากครับ เทคโนโลยีเอื้อให้เราสะสมข้อมูลอย่างต้องการ ภายใต้งบประมาณที่รับได้ ปัจจุบันเราสามารถซื้อหาฮาร์ดดิสก์พกพาที่มีความจุ 1,000 GB ในราคาถูกราว 2,500 บาทเท่านั้น ลองคำนวณคร่าว ๆ ว่า ถ้าผมถ่ายวีดิทัศน์ลูกชายตั้งแต่วันแรกที่เกิดเก็บสะสมทุกวัน วันละ 10 นาที จนเขามีอายุครบ 18 ปี ซึ่งคุณภาพของวิดีทัศน์ระดับดีพอใช้จะต้องใช้เนื้อที่ราว 8 MB สำหรับหนัง 1 นาที ผมแค่ใช้งานฮาร์ดดิสก์พกพาดังกล่าวแค่ครึ่งเดียวเท่านั้นครับ
อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามีเนื้อที่เก็บข้อมูลมากเท่าไร เราก็ใช้หมดในที่สุดครับ ท่านผู้อ่านลองดูเนื้อที่ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องโน้ตบุ๊กที่ได้มาใหม่สิครับ ใช้งานไม่เท่าไรเนื้อที่ก็เกือบเต็มทุกที ต้องตามลบออกเสมอ ตอนลบก็รู้สึกเสียดายทุกครั้งไป จะดีไหมครับถ้าเราพบว่าบนก้อนเมฆรอบ ๆ ตัวเราสามารถนำข้อมูลไปฝากเก็บไว้ได้ เทคโนโลยีของ Cloud Storage ปัจจุบันเอื้อให้เราทำเช่นนั้นได้ดั่งใจ และไม่เพียงเท่านั้นท่านยังสามารถแบ่งปันให้เพื่อนหรือคนรู้จักเข้าไปใช้ข้อมูลบนก้อนเมฆได้เป็นครั้งคราวถ้าต้องการ แนวคิดนี้ขยายผลต่อเข้าสู่องค์กรโดยมี Enterprise Cloud Service ที่พนักงานและทีมงานในองค์กรสามารถเข้าถึง

      ทั้งใช้บริการโปรแกรมที่มีขีดความสามารถในการประมวลผลอีกด้วยแบบเบ็ดเสร็จเพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนสั่งการเท่านั้น แนวคิดนี้นำไปสู่ขั้นต่อไปคือการฝากข้อมูลและใช้บริการทุกอย่างในสำนักงานบนก้อนเมฆ ซึ่งเรียกกันว่าระบบ Cloud Office จินตนาการได้ว่าเราไปทำงานในสำนักงานที่มีโปรแกรมใช้งานที่เหมือนเดิม เพียงแต่ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ ทุกคนมีเพียงเครื่องส่วนตัวที่ต่อเข้าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเท่านั้นก็สามารถทำงานเอกสารและธุรกรรมต่าง ๆ ได้ เครื่องคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ โปรแกรมหลัก ๆ และข้อมูลทั้งหมดถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังก้อนเมฆ เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเกิด Virtualization ระหว่างผู้ใช้และระบบคอมพิวเตอร์หลัก

      บริษัทวิจัยตลาดชื่อดังอย่าง Gartner คาดการณ์ไว้ว่าภายในปี พ.ศ. 2558 ร้อยละ 8 ของระบบสำนักงานเดิมเกือบทั่วโลกจะได้รับการเปลี่ยนเป็นระบบ Cloud Office (ยกเว้นจีนและอินเดีย) และภายในสองปีหลังจากนั้นตัวเลขจะเพิ่มเป็นร้อยละ 33 การใช้งานจะเพิ่มเป็นร้อยละ 60 ในปี พ.ศ. 2556

      เมื่อย้อนมองดูตัวเองพบว่าปัจจุบันผมมีพื้นที่เก็บข้อมูลผลงานวิจัย ผลงานวิทยานิพนธ์ และต้นฉบับโครงการต่าง ๆ รวมข้อมูลส่วนตัวอยู่ราวไม่น้อยกว่า 3,000 GB และพื้นที่บนก้อนเมฆ อีกราว 35 GB ที่ใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และขนาดข้อมูลที่มีกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปีครับ อย่างไรก็ดีตามกฎ 80-20 ของ Pareto พบว่ามีเพียงแค่ร้อยละ 20 ของข้อมูลอันมากมายที่จัดเก็บเป็นประโยชน์มาก ที่เหลือเพียงเก็บไว้อ้างอิงเมื่อต้องการเท่านั้นครับ

      โปรแกรมที่ใช้ประจำเป็นบริการบนเว็บเกือบทั้งหมดของกูเกิลเริ่มจากปฏิทิน อีเมล เขียนเอกสาร คำนวณตาราง ค้นหาข้อความและรูปภาพ ติดต่อกับนิสิตในชั้นเรียนผ่านเครือข่ายสังคมเผยแพร่ผลงานผ่านเว็บส่วนตัว เขียนบล็อกเล่าเรื่องต่าง ๆ คุยกับเพื่อนเก่าผ่านเฟซบุ๊ก หัวหน้าภาคของผมสั่งงานผ่านไลน์ ติดต่อกับลูกชายผ่านเฟซบุ๊กกับอินสตาแกรม และดูวีดิทัศน์บทสัมภาษณ์นักวิเคราะห์และนักวิจัยผ่าน TED Talk และ ยูทูบ สุดท้ายลงทุนเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่าน Settrade Streaming ที่ผมไม่ทราบว่าโปรแกรมเหล่านี้ติดตั้งอยู่ที่ใด ผมรู้อยู่อย่างเดียวว่าถ้าวันใดเครือข่ายอินเทอร์เน็ตล่ม



รศ.ดร.วิวัฒน์ วัฒนาวุฒิ
ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากไมโครซอฟท์วินโดว์สมาสู่อูบุนตูแห่งแอฟริกาใต้






       เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมได้มีโอกาสได้ไปนำเสนอผลงานวิจัยที่ประเทศแอฟริกาใต้ นึกถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในประเทศแอฟริกาใต้ มีสิ่งหนึ่งที่มีน่าสนใจ นั่นก็คือ Ubuntu (อูบุนตู) ถ้าไม่ได้พูดถึงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแล้ว อูบุนตู จะหมายถึงหลักปรัชญาของชาวแอฟริกาใต้ที่เน้นการใช้ชีวิตที่ให้คนเห็นใจกันและให้ความเท่าเทียมกับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว หมู่เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่เพื่อนมนุษย์

       แต่พอมาพูดถึงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อูบุนตู จะคือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) หนึ่งที่พัฒนามาจากระบบ Unix (ระบบปฏิบัติการต่าง ๆ ก็เช่น Mac OS X ของค่าย แอปเปิล หรือ วินโดว์สของค่าย ไมโครซอฟท์ นั่นแหละครับ) แต่ อูบุนตู เป็นซอฟต์แวร์เสรีทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และสามารถแก้ไขดัดแปลงได้โดยเสรี โดยซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่รวมมาใน อูบุนตู นั้นเป็นซอฟต์แวร์เสรีทั้งหมด โดย อูบุนตู มุ่งเน้นไปที่การเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับคนทั่วไป ที่มีโปรแกรมทันสมัย หลากหลาย และมีเสถียรภาพในระดับที่ยอมรับได้ แต่ทุกอย่างให้เป็นซอฟต์แวร์เสรีให้หมด อูบุนตู ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท Canonical Ltd ซึ่งเป็นบริษัทของนักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวแอฟริกาใต้คนหนึ่ง ชื่อว่า Mark Shuttleworth

       หลายคนอาจจะพอคุ้นข่าวเมื่อปี ค.ศ. 2002 ที่มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ที่มีความคิดอยากจะออกไปท่องเที่ยวอวกาศ นั่นแหละครับ คนหนึ่งในกลุ่มนั้น ก็คือ Mark Shuttleworth นั่นเอง โดยถือเป็นชาวแอฟริกันคนแรกที่ได้ขึ้นไปอวกาศ โดยเดินทางไปกับยาน Soyuz TM-34 ของรัสเซีย ซึ่งได้เข้าเทียบท่ากับสถานีอวกาศนานาชาติ Mark Shuttleworth เป็นผู้ใช้ ลินุกซ์ โดยเฉพาะ Debian แต่เขาไม่เพียงแค่เป็นผู้ใช้ทั่ว ๆ ไป เขาได้เริ่มพัฒนา Linux Distribution ตัวใหม่ที่ชื่อ Ubuntu Linux และตั้งบริษัท Canonical Ltd ซึ่งบริษัทนี้แหละครับ ที่เป็นทีมพัฒนาหลักของ อูบุนตู ที่ผมกล่าวถึง โดยก่อนหน้านี้เขาตั้งบริษัท Thawte ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับใบรับรองดิจิทัลและความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นเขาก็ได้ขายบริษัท Thawte ให้กับ VeriSign ด้วยมูลค่าประมาณ 600 ล้าน USD

       ด้วยความที่ Mark Shuttleworth ต้องการเน้นให้ระบบปฏิบัติการของเขาเน้นหลักซอฟต์แวร์เสรี ทำให้เขาซึ่งเป็นชาวแอฟริกาใต้ ได้ตัดสินใจเลือกหลักปรัชญาของชาวแอฟริกาใต้ที่เน้นการใช้ชีวิตที่ให้คนเห็นใจกันและให้ความเท่าเทียมกับคนอื่น มาเป็นชื่อของระบบปฏิบัติการ ซึ่งก็คือ อูบุนตู นั่นเอง

       อูบุนตู เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2004 โดยเริ่มจากการแยกตัวชั่วคราวออกมาทำจากโครงการ Debian GNU/Linux โดยมีคนใช้ประมาณ 20 ล้านคนต่อวัน ซึ่งตัวเลขนี้จะเรียกว่าเยอะก็เยอะ แต่ถ้าเทียบกับทางระบบปฏิบัติการอื่น ๆ เช่น Mac OS X ของค่าย แอปเปิล หรือ วินโดว์ส ของค่าย ไมโครซอฟท์ นั้นก็ยังถือว่าน้อยกว่ามาก

       ในส่วนข้อดีของ อูบุนตู ก็คงหนีไม่พ้นความเป็นซอฟต์แวร์เสรี ก็เลยได้ข้อดีตรงผู้ใช้งานสามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และด้วยความเป็นซอฟต์แวร์เสรี ก็จะไม่มีไวรัสให้กวนใจ แม้จะมีไวรัสเข้าเครื่องก็ไม่สามารถรันได้ เพราะไม่ใช่ระบบปฏิบัติการ วินโดว์ส เพราะไวรัสส่วนใหญ่ในปัจจุบันเขียนให้รันบนระบบปฏิบัติการ วินโดว์ส และรวมไปถึงความเร็วของการบูตเครื่อง ถือว่าเร็วกว่าของระบบปฏิบัติการค่ายอื่นอยู่มาก เพราะบูตแล้วใช้ได้เลย ไม่ต้องรอโหลดโปรแกรม แต่ข้อเสียก็มีเหมือนกันครับ ก็คือระบบภาษาไทยของอูบุนตู ยังไม่สมบูรณ์แบบในบางโปรแกรมและที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนไทยยังไม่ค่อยหันมาใช้กัน ก็คือความคุ้นเคย

       คนที่เพิ่งหัดใช้อาจจะใช้ไม่ถนัดเหมือนระบบปฏิบัติการอื่น ๆ ที่ใช้มาจนคล่องมือ เพราะโดยธรรมชาติแล้วคนส่วนใหญ่จะชอบใช้อะไรที่ชิน ถ้าชิน ถ้าติดแล้ว ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนไปใช้อย่างอื่น



.................................................................................................................
ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ทางด้านการศึกษา จบปริญญาตรี วศ.บ. (เกียรตินิยม) คอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโทและเอก (วิศวกรรมศาสตร์คอมพิวเตอร์) มหาวิทยาลัยเคโอ ประเทศญี่ปุ่น อีเมล: chutisant.k@rsu.ac.th

ผศ.ดร.ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช
chutisant.k@rsu.ac.th

ไม่มีใครแก่เกิน LINE - 1001

 

       คุณผู้อ่านหลาย ๆ ท่านคงจะรู้จักและมีแอพพลิเคชั่นที่สุดแสนสะดวกในการติดต่อสื่อสาร มีไอคอนสีเขียว ๆ เด่นสะดุดตาอย่างแอพพลิเคชั่นไลน์ “LINE” กันนะครับ

       ไลน์เป็นแอพพลิเคชั่นสัญชาติญี่ปุ่น ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2010 (แต่เสร็จพร้อมใช้งานจริงในเดือนมิถุนายน 2011) โดยบริษัท Naver Japan Corporation และบริษัท livedoor ร่วมทุนกัน เหตุที่ต้องสร้างไลน์ขึ้นมานั้น เพราะประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวบ่อยมาก และในบางครั้งที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว สัญญาณโทรศัพท์ก็ล้มเหลว ชาวญี่ปุ่นที่ประสบภัยพิบัติก็ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ทาง NHN Japan จึงได้ตัดสินใจออกแบบแอพพลิเคชั่นที่สามารถส่งข้อความโต้ตอบกันได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้งานร่วมกันได้ทั้งบนโทรศัพท์มือถือและในคอมพิวเตอร์

       นอกจากความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อสื่อสารโต้ตอบของผู้ใช้แล้ว ผู้ใช้ของไลน์ยังสามารถส่งภาพแทนความรู้สึกหรือแทนคำพูดน่ารัก ๆ เป็นแบบสติกเกอร์ ได้ส่งหากันแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย (และมีแบบซื้อเพิ่มสำหรับคนที่อยากได้สติกเกอร์น่ารัก ๆ เพิ่มเติมจากสติกเกอร์พื้นฐานที่ไลน์มีให้) ทำให้ปัจจุบัน ไลน์ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วมาก

ล่าสุดก็มีข่าวว่า ในวันที่  21 กรกฎาคม 2013 ที่ผ่านมา ไลน์มีผู้ใช้งานทั่วโลกที่ลงทะเบียนครบ 200 ล้านรายแล้ว (ภายในระยะเวลา 2 ปีนิด ๆ ที่เปิดให้ใช้งาน) และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ ต่อไปอีก

       โดยส่วนตัวตั้งแต่มีแอพพลิเคชั่นนี้ขึ้นมา ผมก็ประหยัดค่าโทรศัพท์กับเพื่อน ๆ และที่ทำงานลงไปเยอะมาก ใช้ไลน์ในการติดต่อสื่อแทนการโทรศัพท์คุยงาน แทบจะพูดได้เลยว่าทุกวันนี้ผมเสียเงินค่าโทรศัพท์แค่กับคุณพ่อและคุณแม่ที่บ้านเท่านั้น แต่เอ๊ะ! แล้วทำไมผมไม่ทดลองมาคุยกับคุณพ่อและคุณแม่ผ่านทางไลน์บ้างล่ะ คุณพ่อและคุณแม่ของผมเป็นพ่อค้าแม่ค้าธรรมดาทั่วไป มีความรู้แค่ ป.4 เท่านั้น แถมอายุก็ประมาณ 60 ปีนิด ๆ แล้วด้วย ไม่ได้อยู่กับโลกเทคโนโลยีทุกวันอย่างวัยรุ่นสมัยนี้ ภาษาไทยก็ไม่แข็งแรงมากด้วย แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร คือ ท่านมีความกล้าครับ ไม่กลัวเทคโนโลยีสมัยใหม่ใด ๆ ทั้งสิ้น

       ผมเลยจัดแจงหา iPad ให้ท่านหนึ่ง เครื่อง เพื่อไว้ใช้สนทนาไลน์กันครับ แรก ๆ พวกท่านก็ยังใช้งานไม่ค่อยเป็นเท่าไรนัก ผมต้องค่อย ๆ สอนวิธีใช้งานให้ท่านครับ เหมือนตอนที่พวกท่านสอนผมอ่านหนังสือตอนเด็ก ๆ การใช้งานก็มีกดถูกบ้าง กดผิดบ้าง บอกพวกท่านไปว่าอย่าไปกลัวเครื่องมันเสียหรือเจ๊ง มันไม่มีผีออกมา มันกัดเราไม่ได้ ถ้ามันเสียก็ซ่อมได้ แล้วในที่สุดก็ได้พบว่า “ไม่มีใครแก่เกิน LINE” ครับ

       หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมก็คุยกับคุณพ่อและคุณแม่ทางไลน์ มีการสร้างกลุ่มภายในครอบครัวระหว่างพี่น้องเพื่อคุยกันด้วย ซึ่งคุณแม่ชอบมาก ๆ เพราะท่านบอกว่าส่งข้อความครั้งเดียวอบรมลูก ๆ ได้ทุกคนเลย แถมไม่นานมานี้คุณแม่ของผมมีพัฒนาการในไลน์เพิ่มอีกขั้น ด้วยการที่ท่านสามารถส่งสติกเกอร์ได้ด้วยตนเองแล้วครับ ดูท่านภูมิใจมากและเริ่มส่งมากขึ้นด้วยครับ

       ทุกวันนี้นอกจากจะประหยัดค่าโทรศัพท์ลงไปพอสมควร ก็ยังประหยัดค่าหนังสือพิมพ์อีกด้วย เพราะคุณพ่อและคุณแม่เริ่มอ่านข่าวใน iPad จากแอพพลิเคชั่นที่ผมดาวน์โหลดไว้ให้ มีเปิดเฟซไทม์เห็นหน้ากันบ้างเป็นครั้งคราว และมีเกมที่เล่นไม่ยาก ไว้ให้คุณพ่อและคุณแม่เล่นเวลาว่าง ๆ เพิ่มอีกด้วย และพัฒนาการล่าสุดของคุณแม่ของผม คือ ท่านใช้งานยูทูบเป็นแล้วครับ ด้วยเหตุผลที่ท่านอยากดูคุณชายทั้ง 5 คนแห่งวังจุฑาเทพ ผมเลยต้องสอนวิธีการใช้งาน ยูทูบ ให้ท่านไป ตอนนี้เวลาว่างของคุณแม่ก็จะกดดูละครและภาพยนตร์เรื่อย ๆ

       คุณผู้อ่านหลายคนพออ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ผมอยากชวนให้คุณผู้อ่านที่เป็นคนยุคใหม่ลองนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ หรืออุปกรณ์ไอทีที่มีอยู่ไปให้ผู้ใหญ่ลองเล่นดูบ้าง รวมไปถึงคุณผู้อ่านที่เป็นผู้สูงวัยที่อ่านบทข่าวนี้อยู่ ผมอยากให้ลองเล่นเทคโนโลยีใหม่ ๆ พวกนี้ดูบ้างครับ ท่องไว้ในใจเลยครับว่า “อย่าไปกลัวมัน ถ้าเสียก็ซ่อมได้” และขอยินดีต้อนรับทุกท่านล่วงหน้าเข้าสู่โลก 1001 โลกไอทีที่ย่อโลกจริงทั้งใบมาอยู่ในมือครับ



วรวิชญวิทย์ ประเสริฐยิ่ง
กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
สมาคมศิษย์เก่าคอมพิวเตอร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
fb.com/ubyiii@ubyi