เว็บไซต์ด้านไอที thumbsup.in.th ได้นำเสนอบทความอ้างอิงจากสำนักข่าว VentureBeat
รายงานวิกฤติเครือข่ายล่มที่เกิดขึ้นกับ Google ว่ากินเวลา 5 นาที โดยทีมงาน VentureBeat และผู้ใช้งานทั่วไปที่โพสต์ข้อความรายงานบน Twitter วันที่
16 สิงหาคมตั้งแต่ช่วงเวลา 3:50 p.m. ถึง
3:55 p.m. (Pacific time) หรือตรงกับเวลาไทยตอน 05.50-05.55
น. ของวันที่ 17 สิงหาคม 2556
ด้วยปริมาณการใช้งานมหาศาลทำให้เสิร์ชเอนจิ
นยักษ์ใหญ่ระดับโลก “Google” ไม่สามารถใช้งานได้นานนับ
5 นาที เบื้องต้น สื่ออเมริกันคาดว่าการ “ล่ม 5 นาที” ของ Google อาจทำให้กูเกิลสูญรายได้มากกว่า 545,000
เหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 16 ล้านบาท
สำนักข่าว VentureBeat รายงานวิกฤติเครือข่ายล่มที่เกิดขึ้นกับ
Google ว่ากินเวลา 5 นาที โดยทีมงาน VentureBeat
และผู้ใช้งานทั่วไปที่โพสต์ข้อความรายงานบน Twitter วันที่ 16 สิงหาคมตั้งแต่ช่วงเวลา 3:50 p.m. ถึง 3:55 p.m. (Pacific time) หรือตรงกับเวลาไทยตอน 05.50-05.55
น. ของวันที่ 17 สิงหาคม 2556
รายงานระบุว่า เหตุ Google ล่มครั้งนี้มีผลกระทบต่อทุกบริการของ Google
ทั้งหน้าเว็บไซต์หลัก Google.com, บริการ YouTube,
บริการ Google Drive และบริการเมล Gmail
และจากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Danny
Sullivan พบว่าวิกฤติเครือข่ายครั้งนี้ถือเป็นปัญหาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
โดยหากพิจารณาช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้บริการ Gmail และ Google
Drive จะเคยประสบปัญหาระบบล่มมาก่อน แต่หน้า Google.com นั้นยังสามารถใช้การได้ดีและไม่เคยมีปัญหาใดๆ
จุดนี้ VentureBeat เลยนำรายได้ของ Google ช่วงไตรมาส 2 ของปี 2013 มาคำนวณเพิ่มเติม
จนพบว่าหากหารรายได้ 1.41 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ
ออกมาเป็นนาที จะสรุปได้ว่ายักษ์ใหญ่ Google เป็นบริษัทที่ทำรายได้มากกว่า
108,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อนาทีหรือประมาณ 3.4 ล้านบาท ซึ่งการที่ระบบล่มไปจนชาวออนไลน์ไม่สามารถคลิกโฆษณาบนบริการของ Google
ได้นั้น อาจตีความเป็นจำนวนเงินได้ว่า Google มีโอกาสสูญเงินสูงกว่า
5 แสนเหรียญสหรัฐฯ
เพื่อให้เห็นภาพ VentureBeat ยังเทียบว่าเงิน 545,000 เหรียญสหรัฐที่อาจจะหายไปในช่วงที่ Google ระบบล่ม 5
นาที นั้นสามารถซื้อรถหรู Lamborghinis ได้ถึง
2 คัน หรือเทียบเท่ารถไฟฟ้ายี่ห้อ Tesla ของซีอีโอ Larry Page จำนวน 5 คัน
หรือสามารถซื้อแว่น Google Glass จำนวนมากกว่า 300 ชิ้น
ทั้งหมดนี้ถือเป็นสถิติน่ารู้ที่เชื่อว่า
Google จะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤติการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต
เช่นเดียวกับบรรดาธุรกิจออนไลน์ที่ต้องระมัดระวังทุกลมหายใจจริงๆ
ที่มา thumbsup.in.th

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น